สร้างบัญชีผู้ใช้ เข้าสู่ระบบ   
 
 

พิลังกาสา ล้อมตับดับพิษ ผลสุกต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันโรคหัวใจ
โดย nuizeed@hotmail.com [ เมื่อ : 15 ก.ค. 57 13:29:19 น. ] จำนวนผู้เข้าชม 871  ครั้ง

มื่อหันมามองสถานการณ์ความเจ็บป่วยของคนไทยในภาวะของโรคตับ มะเร็งตับแล้ว แนวโน้มของประชากรที่เจ็บป่วยมีสูงขึ้น ตับมีหน้าที่สำคัญหลายประการ เช่นการสร้างน้ำดีซึ่งออกมาในลำไส้ช่วยให้อาหารประเภทไขมันถูกย่อยและดูดซึมง่ายขึ้น เก็บสำรองอาหารคอยเก็บเอากลูโคสไปสะสมไว้ในเซลล์ตับในรูปของไกลโคเจน และจะเปลี่ยนเป็นกลูโคสทันทีที่ร่างกายต้องการ นอกจากนี้ยังกำจัดสารพิษที่ลำไส้ดูดซึมเข้าไปในกระแสเลือดเมื่อสารพิษผ่านตับ ตับก็จะทำลาย 
    ตับเป็นแหล่งสะสมวิตามินเอ ดีและวิตามินบีสิบสอง ตับจะทำหน้าที่สร้างวิตามินเอจากสารแคโรตีน คือเมื่อเรารับประทานผัก-ผลไม้ที่มีพวกเบต้าแคโรทีนเข้าไป มันจะเปลี่ยนเป็นวิตามินเอได้โดยตับนั่นเอง ธาตุเหล็กและทองแดงจะถูกเก็บสะสมอยู่ที่ตับ เช่นเดียวกับวิตามินเอ ดี และบีสิบสอง สร้างองค์ประกอบในการแข็งตัวของเลือด อาทิเช่น ไฟบริโนเจน (FIBRINOGEN) และโปรทรอมบิน (PROTHROMBIN)  เป็นต้น และยังสร้างสารป้องกันการแข็งตัวของเลือดอันได้แก่เฮปาริน (HEPARIN) ทำหน้าที่ในการกินและทำลายเชื้อโรคโดยมีเซลล์แมกโครฟาจ (MACROPHAGE) ที่อยู่ในตับซึ่งมีชื่อเรียกเฉพาะว่าคุฟเฟอร์เซลล์ (KUPFFER'S CELL)  
    น้อยนักที่มนุษย์จะตระหนักว่าอาหารและเครื่องดื่มที่รับประทานนั้นก็ทำร้ายตับได้เช่นกัน เช่น ผู้ที่ชอบดื่มแอลกอฮอล์ รับประทานอาหารที่มีไขมันมาก รวมไปถึงสารพิษต่างๆ ที่อาจอยู่ในอากาศ สัมผัสจากการทำงาน หรือแม้แต่ในหอมและกระเทียมหรือถั่วลิสง ที่มีสารพิษเรารู้จักกันดีในชื่อสารอัลฟลาท็อกซิน ก็เป็นสาเหตุให้เกิดโรคตับได้ถ้าไม่ระวังในการบริโภค
    พิลังกาสาเป็นสมุนไพรที่กล่าวไว้ในตำรายาว่า ใช้ใบแก้โรคตับพิการ ส่วนอื่นๆ ได้แก่ราก รสฝาดเฝื่อนเปรี้ยวเล็กน้อย แก้พิษงู แก้ท้องเสีย แก้ไอ รักษากามโรค แก้โรคสำหรับบุรุษ แก้พยาธิผิวหนัง ต้น รสเฝื่อน แก้โรคเรื้อน แก้กุฏฐัง แก้โรคสำหรับบุรุษ ดอก รสเฝื่อน แก้พยาธิ ฆ่าเชื้อโรค แก้ลมผล รสร้อนฝาดสุขุม แก้ไข้ แก้ไข้ท้องเสีย แก้ไข้ในกองอติสารโรค แก้ลมพิษ แก้ธาตุพิการ แก้ต้านซาง ตานขโมย แก้ลม เปลือก แก้ไข้ แก้ท้องเสีย
    พิลังกาสา ยังมีชื่อที่เรียกกันแตกต่างออกไปตามท้องถิ่น อาทิ ทุรังกาสา จิงจำ ตาปลาราม จ้ำก้อง มีชื่อวิทยาศาสตร์ Ardisiapolycephala Wall. ex A.DC. อยู่ในวงศ์ Myrsinaceae ไม้พุ่มหรือไม้ยืนต้นขนาดเล็ก สูง 1-4 เมตร ลำต้นตั้งตรง กิ่งก้านกลม หรือเป็นเหลี่ยม สีน้ำตาลอมเทา กิ่งอ่อนสีน้ำตาลแดง แตกกิ่งก้านสาขารอบๆ ต้นมากใบเดี่ยว เรียงสลับกัน ออกหนาแน่นที่ปลายกิ่งผิวใบและขอบใบเรียบ แผ่นใบมีต่อม เห็นเป็นจุดๆ กระจายอยู่ทั่วไป ใบหนามัน ก้านใบสั้น สีแดง ดอกออกเป็นช่อจากซอกใบ และปลายกิ่ง กลีบดอกสีขาวแกมชมพูผลรูปทรงกลมแป้น ผิวเรียบ ผลอ่อนสีแดง เมื่อสุกมีสีม่วงเข้ม
    มีรายงานถึงฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาว่า ต้านเชื้อแบคทีเรีย ฤทธิ์เหมือนฮีสตามีน ทำให้กล้ามเนื้อหดตัว รักษามาลาเรียแก้ท้องเสีย รักษาโรคเรื้อน ส่งเสริมการเจริญเติบโตของเชื้อรา Aspergillus ต้านการจับตัวของเกล็ดเลือด
    มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย นำผลสุกมาทำเป็นไวน์พิลังกาสา และได้นำไวน์นั้นไปวิเคราะห์ผล พบว่ามีกลุ่มสารแอนโธไซยานิน (Anthocyanin) สารฟีโนลิกฟลาโวนอยด์ (Phenolic flavanoid) สูง ซึ่งเหมาะต่อการส่งเสริมเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพได้ เพราะสารเหล่านี้มีคุณสมบัติป้องกันการเกิดเส้นเลือดอุดตัน เส้นเลือดตีบ
    ลูกพิลังกาสาสุก จะมีสีม่วงเข้มจนเกือบดำ สีม่วงนี้เกิดจากรงควัตถุ ที่มีแอนโธไซยานิน (Anthocyanin) สารกลุ่มนี้เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันไม่ให้อนุมูลอิสระไปทำลายเซลล์ ช่วยลดอัตราเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจและเส้นเลือดอุดตันในสมอง โดยจะไปช่วยยับยั้งไม่ให้เลือดจับตัวเป็นก้อน นอกจากนี้สารแอนโธไซยานินยังช่วยยับยั้งอีโคไล (E.coli) ในระบบทางเดินอาหาร ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคท้องร่วงและอาหารเป็นพิษด้วย
    ปัจจุบันนักโภชนาการได้หันมาพัฒนาและคิดค้นตำรับอาหารที่ใช้พิลังกาสาเป็นส่วนผสมเพื่อใช้กับผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับตับ จึงนับเป็นแนวคิดที่แยบยลในการพัฒนารูปแบบการใช้ยามาเป็นอาหาร หรืออาหารคือยา ที่มีการกล่าวถึงมานานแล้วนั่นเอง.

ที่มา http://www.thaipost.net/tabloid/130714/93015

 
 
:: ร่วมแสดงความคิดเห็นบทความนี้ ::